[MS] คาบแรก
posted on 25 Jan 2009 16:03 by skipbeatเนื้อหาต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการห้องเรียนจำลอง "โรงเรียนลูกบาศก์"
ก่อนอื่นขออภัยในความยาวด้วยนะครับ ทีแรกผมกะตัดให้สั้นตามโจทย์ แต่พอลองดูโครงเรื่อง และด้วยพื้นฐานตัวละครแล้ว คมเดชเป็นคาแรกเตอร์ที่สำคัญในการแสดงออกครั้งแรก เพราะฉะนั้น ผมจึงจุดประเด็นสำหรับเนื้อเรื่องในคราวต่อไปตั้งแต่ฟิคเรื่องนี้เลยนะครับ (ถึงแม้จะยังมีความเสี่ยงต่อการไม่สอบผ่าน ผมก็ขอลุยเลยแล้วกันครับ)
Part B2 ทดลองสอน
สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในชีวิตการเป็นครูมาตลอดเกือบสิบปี คือไม่ว่าเราจะอยู่แห่งไหน ธรรมชาติของเด็กนั้นไม่เคยแตกต่าง มองเห็น และให้ความสำคัญเฉพาะสิ่งที่เห็นตรงหน้า น้อยคนนัก ที่จะมองไปจุดที่ไกลกว่านั้น
หากนี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กยังคงเป็นเด็ก เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรามองไปไกลกว่า ย่อมได้รู้ว่า สักวันหนึ่งเราต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา ไม่มีชีวิตใครที่จะราบรื่นไปเสียทุกสิ่ง ความสุข ทุกข์ ความเจ็บปวด เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องได้เจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หน้าที่ของครูอย่างเขา คือทำให้เด็กเตรียมพร้อมที่สักวันต้องได้เจอกับสิ่งเหล่านั้น และผ่านพ้นมันไปได้ด้วยตัวเอง
นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ก็นั่นล่ะ
การมีชีวิต...ไม่เคยใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว
เสียงออดเริ่มต้นคาบดังขึ้น
คมเดชอยู่ในชุดพละเตรียมพร้อม เขามายืนรออยู่หน้าห้องเรียนตั้งแต่คาบก่อนหน้ายังไม่สิ้นสุด เพราะเวลาสำหรับการทดลองสอนนั้นมีให้เพียง 20 นาที สำหรับวิชาพลศึกษา...เมื่อคำนึงความเป็นระเบียบตรงต่อเวลากับเด็กในยุคนี้ แค่เอาให้เด็กเดินลงไปพร้อมกันข้างล่างครบทุกคน ก็พอดีกินเวลาเกิน 10 นาที หากมาช้ากว่านี้คงไม่ต้องได้สอนกัน
ไม่เป็นไร นี่คงถือเป็นบทเรียนแรกได้
เมื่อประตูห้องเปิดออก คมเดชคลายแขนที่กอดอกลงเพื่อรับไหว้อาจารย์จากคาบก่อนหน้า จากนั้นยืนรออยู่ตรงหน้าห้องอีกสักครู่ เพื่อปล่อยให้เด็กๆได้ผ่อนคลาย ยืดเส้นยืดสายกันอีกสักหนึ่งหรือสองนาที พลางใช้เวลานั้นดึงความคิดเข้าสู่รายละเอียดเกี่ยวกับนักเีรียนที่นั่งศึกษามาครึ่งค่อนคืน
ห้องม. 4/1 ทั้งหมด 48 คน...
รายชื่อและหน้าตาทั้งหมดอยู่ในความจำเรียบร้อยแล้ว เมื่อพิจารณาถึงตัวเด็กแต่ละคน ส่วนใหญ่ก็ดูเป็นเด็กร่าเริงธรรมดา หากก็มีหลายคน เพียงดูสีหน้าแววตาในรูปถ่าย สัญชาตญาณในตัวเขาก็มีอะไรบ่งบอกว่าเด็กบางคน "ไม่ธรรมดา"
ก็ดูหน่อยแล้วกันว่าตัวจริงเป็นอย่างไร
การพูดคุยหยุดลงทันที่ที่ร่างสูงปรากฏขึ้น
ขายาวพาชายหนุ่มมาหยุดยืนตรงหน้ากระดาน เขายืดอกตรง สองมือไขว้ประสานกันอยู่ด้านหลัง นัยน์ตาคม ดุมองปราด สบกับหลายคู่ที่จ้องมา เมื่อทำเช่นนั้นหลายคนหลบตาลงเสีย หลายคนยังคงมองอย่างหวาดๆ หากก็มีอีกหลายคน ที่กล้าสบตาอย่างไม่มีกลัวเกรง
ริมฝีปากหนา ยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะยิ้ม
ดี...เด็กกล้าแบบนี้ล่ะที่เขาชอบ
"นักเรียน ทำความเคารพ"
เสียงคำสั่งจากเด็กหนุ่มร่างใหญ่ผิวขาว...ธีร์ ทำให้ทุกคนในชั้นลุกขึ้นยืนตรง และกล่าวทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เขาพยักหน้ารับ นึกพอใจว่าที่นี่ทำความเคารพด้วยการประนมมือไหว้ ไม่ใช่เพียงแค่ยืนตรงอย่างหลายแห่ง แม้เด็กหลายคนจะยังยกมือขึ้นไหว้อย่างไม่ถูกวิธีสักเท่าไหร่นักก็ตาม
"นั่งลงได้"
ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ รอให้เด็กทุกคนนั่งลงเรียบร้อย ให้เวลาได้ยุกยิกสงสัยกันอีกพัก เมื่อเห็นว่าส่วนใหญ่น่าจะเริ่มปรับตัวให้คุ้นกับการมีคนแปลกหน้าอยู่ในห้องได้แล้ว จึงเริ่มแนะนำตัว
"ผมชื่อคมเดช ตุลยาเดชานนท์"
น้ำเสียงเข้ม ดังก้อง สะกดความสนใจของทุกผู้ให้ตรงมาที่ตัวเขา
"พวกเธอคงได้รู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่า ในคาบนี้จะเป็นคาบที่ครูใหม่จะมาทดลองสอน" เขาเว้นช่วง "วิชาของผม คือวิชาพลศึกษา นี่เป็นวิชาบังคับ ถ้าผมได้เข้ามาสอนที่นี่ เราทุกคนคงมีโอกาสได้เจอกัน"
เสียงพึมพำดังขึ้นทันควัน...ไม่ผิดจากที่คาดไว้ ด้วยความที่รู้ดีอยู่แล้วเด็กส่วนใหญ่ที่เพิ่งรู้จักเขานั้นมักมีความคิดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ท่าทางของเขาอย่างไร ปฏิกิริยาของเด็กจึงไม่ทำให้คมเดชประหลาดใจ เขาพอจะเดาได้รางๆเสียด้วยซ้ำว่าคงไม่แคล้วมีอะไรประมาณ "หน้าดุ" หรือ "นี่หรือจะมาเป็นครู"
เขาไม่นึกว่ากระไร ที่จริงแล้วสบายใจเสียด้วยซ้ำ กับเด็ก...มีอะไรก็ปรากฏให้เห็นกันอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่ใช่ต่อหน้าอีกอย่าง ลับหลังอีกอย่าง ตามแบบแผนสังคมที่ผู้เจริญแล้วเขาทำกัน
"สำหรับในคาบนี้" ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง แล้วทอดเสียงทิ้งจังหวะอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อเรียกให้เด็กกลับมาสนใจที่เขาอีกครั้ง "เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมขอเริ่มการทดลองสอนนับตั้งแต่ตอนนี้ ดังนั้น ขอให้ทุกคนตั้งใจฟังสิ่งที่ผมพูดด้วย"
พอพูดจบ เขาก็หยุดนิ่ง เพื่อแสดงความตั้งใจว่าต้องการให้เด็กทุกคนรับฟังสิ่งที่เขากำลังจะพูดจริงๆ
จากนั้นก็เอ่ย ช้า ชัด เน้นคำพูดทุกคำ
"หลังจากผมพูดจบ ขอให้ทุกคน ลงไปเล่นกีฬาอะไรก็ได้ในสนาม"
ราวกับเกิดหลุมอากาศขึ้นกลางห้อง
นักเรียนหลายสิบชีวิตมองตรงยังชายหนุ่ม ด้วยคาดหวังว่าจะมีอะไรที่มากกว่าประโยคสั้นๆแค่นั้น หากคำตอบที่ได้รับก็มีเพียงแค่สีหน้าเคร่งขรึมไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเห็นเช่นนั้น ความไม่มั่นใจคลางแคลงก็เกิดขึ้น หลายคนกระพริบตาปริบ มองหน้ากันไปมา งุนงงว่าสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยินเมื่อครู่นั้นถูกต้องหรือไม่
นี่เป็นปฏิกิริยาซึ่งคาดไว้แต่แรก ที่คมเดชออกคำสั่งมาเพียงห้วน สั้นแค่นั้น เพราะเขามีความคาดหวังที่จะดูว่า เด็กในห้องนี้เมื่อเจออะไรที่สงสัย จะมีใครกล้ายกมือถามคำถามหรือไม่
และเขาก็ไม่ต้องรอนานนัก เมื่อมีมือหนึ่งยกขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆ
"เชิญครับ" เขาเปิดโอกาสให้พูด
"อา...ลงไปเล่นที่สนาม แค่นี้...เหรอคะ?"
เด็กสาวตัวเล็กซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจนัก หากเขาก็นึกชื่นชมในความกล้าที่จะเอ่ยคำถามขึ้นมาเป็นคนแรก
"ใช่ครับ แค่นี้" เขาตอบ "และผมก็ขอความร่วมมืออีกอย่าง ต่อจากนี้ ถ้าหากใครจะถามคำถาม ขอให้ยกมือ ลุกขึ้นยืน แล้วบอกชื่อนามสกุลของตัวเอง...รวมคนที่ลุกขึ้นยืนเมื่อครู่ ก่อนนั่ง ขอให้บอกชื่อมาด้วยนะครับ" เขาย้อนไปถามเด็กสาวที่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกมองตรงๆ
"นิกาน เศวตนภา...ค่ะ" เธอตอบเสียงอ้อมแอ้ม แล้วทรุดตัวลงนั่งช้าๆ เมื่อเขาพยักหน้ารับ
"ภัสษประภา ประสานคุณ มีคำถามค่ะ" เมื่อมีคนแรกกล้า คนถัดไปก็ง่ายขึ้น เด็กสาวผมเปียสวมแว่นสีสด แววตาสดใส เป็นฝ่ายเอ่ยคำถามขึ้นบ้าง
"เชิญครับ"
"คือ ลงไปตอนนี้เลยเหรอคะ"
"ใช่ครับ อย่างที่ผมบอกว่า หลังจากผมพูดจบให้ลงไปได้เลย"
"ธีระ สุขสมบูรณ์ มีคำถามครับ" เด็กหนุ่มผิวเข้ม ในแว่นดำกรอบหนายกมือสวนขึ้นมา
คิ้วเข้มของชายหนุ่มเลิกขึ้นน้อยๆ...เอาล่ะ มีคนให้เขาได้เริ่มประเด็นแล้วสินะ
"ขอบคุณที่ตั้งคำถามครับ ธีระ แต่ผมคงต้องเสริมอีกสักหน่อยว่า ครั้งต่อไปที่ใครจะถามคำถาม ขอให้เพื่อนคนก่อนหน้าพูดจบ แล้วนั่งลงเสียก่อนนะครับ สิ่งที่เธอทำตอนนี้ถือเป็นการเสียมารยาท"
เขาตำหนิเสียงเรียบ พลางสบตามองตรง การที่ธีระยกมือขึ้นพูดแทรกขณะที่เพื่อนยังตอบคำถามค้างอยู่แบบนี้ ถือว่าเป็นการผิดมารยาทพื้นฐาน แม้ที่จริงเขาจะไม่คิดถือสา
หากแต่การละเลยความผิดเล็กน้อย ก็นำไปสู่ความผิดที่ใหญ่ขึ้นได้เสมอ
ถูกตำหนิเช่นนั้น สีหน้าของธีระก็เคร่งเครียดขึ้น หากก็ยังรู้ตนว่าทำสิ่งที่เสียมารยาทจริง จึงเม้มปากเข้าเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงไม่ดังนัก
"...ขอโทษครับ"
คมเดชหยักหน้ารับคำขอโทษนั้น แม้จะไม่แสดงสีหน้าอะไร หากก็พอใจที่ได้ยินคำขอโทษหลังถูกตำหนิ นี่คือสิ่งที่คาดหวังได้ยากจากเด็กรุ่นหลัง เมื่อทำผิด...หลายคนมักเข้าใจไปว่า การเอ่ยปากขอโทษเป็นการเสียหน้า ทั้งที่จริงแล้ว การแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง
เขาหันไปอนุญาตให้ภัสษประภาที่ตอนนี้ยิ้มแห้งๆนั่งลง แล้วจึงกลับไปหาเด็กชายเจ้าของคำถาม
"ตอนนี้ถามได้แล้วครับ เชิญ"
"ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นชุดพละหรือครับครู"
"ไม่ต้องครับ ผมเห็นว่าเวลามีน้อย และก็คิดว่าหลายคนคงจะไม่ได้เอามา" พอจบประโยคเด็กหลายคนก็รีบก้มหน้า เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นจริงไม่ผิดเพี้ยน
หากก็เงียบอยู่ได้ไม่นาน เสียงพึมพำก็ดังขึ้นมาอีก
เป็นไปอย่างที่คาด เขารู้ดีว่าคำสั่งที่ดูไม่ได้อะไรเลยของเขาคงสร้างความสงสัยให้มากพอดู...พลันนึกขันเมื่อนึกถึงสิ่งที่คาดเดาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อจบคาบ ว่าความประทับใจของเด็กที่มีต่อเขาคงยากจะไปได้สวยกันสักเท่าไหร่
ทำแบบนี้ เขาจะรับหรือเปล่าก็ไม่รู้
หากเขาก็คือเขา หากที่นี่รับความเป็นครูแบบเขาไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์จะมาร่วมงานกัน
"ผมจะย้ำคำสั่งอีกทีนะครับ พอฟังจบแล้ว ขอให้ปฏิบัติตามทันที เพราะเรามีเวลาน้อย" เขาใช้น้ำเสียงเข้มเพื่อเรียกความสนใจอีกครั้ง หยุดพักครู่หนึ่ง แล้วเร่งเสียงให้ดังก้อง เพื่อย้ำความหนักแน่นของถ้อยคำ
"ขอให้ทุกคน ลงไปเล่นกีฬาที่สนามด้านล่าง"
นับเป็นโชคดีที่วันนี้เมฆมาก แสงแดดเลยไม่จัดนัก อีกทั้งท้องสนามยังมีลมพัดเย็นสบาย เด็กๆคงเล่นกีฬากันได้โดยไม่ต้องห่วงว่าจะเจ็บป่วย และเท่าที่สังเกต ก็ไม่มีใครที่ดูร่างกายอ่อนแอจนทำกิจกรรมกลางแจ้งไม่ไหว
ชายหนุ่มหาพื้นที่เหมาะ ซึ่งสามารถมองเห็นทุกอย่างโดยรอบ นัยน์ตาคมกริบทอดมองตรง ไกลออกไปกลางสนาม เขาเห็นกลุ่มนักเรียนชาย 7-8 คนรวมกันเล่นฟุตบอล แล้วก็มีอีกกลุ่มเล็กที่แบ่งครึ่งสนามใช้เล่นซอฟท์บอล แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่นั่งหรือยืนตามร่มไม้ บางคนคุยโทรศัพท์ บางคนแยกมาอยู่คนเดียว หรือบางคนดูมีความตั้งใจจะเข้าหาคนอื่น หากยังคงกล้าๆกลัวๆ
นับเป็นความหลากหลายที่เป็นไปโดยธรรมชาติ พื้นฐานของเด็กแต่ละคนแม้จะมีจุดร่วม หากด้วยสภาพครอบครัว ปัจจัยพื้นฐาน และสภาพสังคม ก็เป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้เกิดเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ซึ่งสัังคมในโรงเรียนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งสำคัญในชีวิต เ็ด็กจะเติบโตไปเป็นคนดี หรือจะมีปัญหา ก็ขึ้นอยู่ที่แห่งนี้เป็นหลักใหญ่ด้วย
นัยน์ตาคม หรี่ลงอย่างประเมินค่า
สำหรับที่นี่ บางคน...ก็ดูน่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน
"เป็นอย่างไรบ้างครับครูคมเดช ลองสองครั้งแรก" อาจารย์แนะแนว อนิวรรต เดินเข้ามาทักทาย แล้วยกมือไหว้ด้วยความที่มีอาวุโสอ่อนกว่า
"คาบนี้ผมไม่มีสอน พอดีเห็นครูยืนอยู่ตรงนี้ หวังว่าจะไม่มารบกวนนะครับ"
อนิวรรตเอ่ยอย่างสุภาพ หากพูดความในใจไม่ครบว่าที่จริงแล้ว เป็นเพราะสงสัยในสิ่งที่คมเดชทำอยู่ คาบนี้ควรเป็นคาบทดลองสอน แต่กลับปล่อยเด็กลงมาเล่นในสนาม ส่วนตนที่ควรจะกำลังสอนอยู่ในขณะนี้ก็ทำเพียงยืนนิ่ง
"แพรวนภา พนมกร รวินท์" คนร่างสูงเอ่ยเสียงเรียบ
"ครับ" อนิวรรตเลิกคิ้ว แล้วทวนคำ
"เด็กสามคนนี้ ในความเห็นของครูแนะแนว คิดว่าเป็นอย่างไรบ้างหรือครับ"
คนเดชพูดทั้งที่สายตายังมองตรงไปด้านหน้า ทำให้อนิวรรตต้องหันตามแนวสายตาตามไปด้วย และได้รู้ว่าหนุ่มรุ่นพี่ตรงหน้ามองไปที่จุดไหน ความเข้าใจก็วาบขึ้นโดยพลัน
ครูคนนี้ ใช้โอกาสที่เด็กได้เลือกจะทำอะไรอย่างอิสระ เพื่อสังเกตนิสัยและท่าทาง
ปกติแล้วการทำเช่นนี้ในคาบเรียนก็ทำได้ แต่ข้อจำกัดคือสภาพแวดล้อมในห้องที่ทำกิจกรรมอื่นไม่ได้มาก และการมีครูอยู่หน้าชั้นย่อมมีผลให้พฤติกรรมออกมาแตกต่าง หากเมื่ออยู่ในคาบพละ ซึ่งให้นักเรียนได้เลือกทำกิจกรรมอย่างอิสระมากกว่า แต่ก็ยังมีขอบเขตกำหนดให้อยู่ในจุดที่สังเกตได้ ทำให้ผู้เป็นครู สามารถใช้โอกาสนี้สังเกตและเฝ้าดูพฤติกรรม และปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนที่มีต่อกัน
ความรู้สึกชื่นชมวาบขึ้น การแสดงออกของคนตรงหน้า บ่งบอกอย่างชัดเจนถึงประสบการณ์ อนิวรรตคิดจะกล่าวความเห็นของตนออกไป หากก็หยุดไว้ อย่างไรคมเดชก็ยังอยู่ในการทดลองสอน การพูดเกี่ยวกับนักเรียนกับคนที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะได้เป็นผู้ร่วมงานด้วยกันหรือไม่ ยังเป็นการไม่สมควร
"เด็กสามคนนี้ค่อนข้างจะเป็นคนเงียบครับ" เขาเลือกบอกแต่เฉพาะส่วนที่ใครก็ตามสังเกตย่อมเห็น "ครูคมเดชถามผมแบบนี้...แสดงว่ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับเด็กสามคนนี้อย่างนั้นหรือครับ" คำถามปิดท้าย มีไว้เพื่อดึงให้ฝ่ายตรงข้ามพูดสิ่งที่คิดออกมาก่อน
คมเดชนิ่งไป เขาเข้าใจหนุ่มรุ่นน้องในฐานะครูเช่นกัน ความพอใจลึกๆปรากฏขึ้น เพราะที่จริงแล้วคงจะผิดหวัง ถ้าเขาถามแล้วยอมบอกเรื่องละเอียดอ่อนของนักเรียนออกมาแค่โดยง่าย
"พนมกร เด็กคนนั้นถึงจะแยกไปยืนอยู่คนเดียว แต่สายตามองตามกลุ่มเด็กที่เล่นอยู่ด้วยกันตลอด บางครั้งก็เดินเข้าไปไกลเหมือนจะทัก แต่ก็ถอยออกมา คนนี้ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง แค่ต้องคอยกระตุ้นให้กล้าขึ้นอีกนิด" ผู้ที่คอยสังเกตมาตลอด เริ่มพูดขึ้น
"รวินท์...คนนี้ผมสะดุดใจเมื่อตอนสบตา สายตาแบบนั้น ผมไม่ได้เห็นบ่อยในหมู่เด็กนักหรอก เหมือนกับว่าเขาไม่เชื่อใจใครอีกเลย โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ เพราะครั้งที่เราสบตากัน ทั้งสายตา ทั้งท่าทีเขาแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด" ชายหนุ่มเว้นช่วงนิดหนึ่ง "แล้วพอให้แยกไปทำกิจกรรมอิสระ แทนที่จะเดินเข้าหากลุ่มเพื่อนอย่างที่ควรทำปกติ กลับพยายามแยกตัวออกไป"
หลังจากนั้น ครูหนุ่มก็ระบายลมหายใจยาว
"และที่น่าเป็นห่วงที่สุด...แพรวนภา" คนพูดเอ่ยช้า ชัด
"ปกติแล้วแววตาของเด็กจะบอกอะไรได้ง่าย เพราะทั้งชีวิตยังไม่เจออะไรมาซับซ้อน สุข เศร้า เหงา เกลียด เหมือนบ่อน้ำตื้น ต่อให้พยายามแอบซ่อนยังไง คนมีประสบการณ์มากกว่าอย่างเราๆก็จับได้ทัน...แต่กับเด็กคนนั้น"
"ไม่มีอะไรอยู่เลยใช่ไหมครับ"
อนิวรรตเป็นคนกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยเสียงเรียบ คนผู้นี้คิดเหมือนกับเขา ความเป็นนักจิตวิทยาและความเป็นอาจารย์ทำให้เขาคอยสังเกตนักเรียนมาตลอด และกับเด็กคนนี้ แม้อาจอธิบายด้วยความรู้ในเชิงที่เรียนมาได้ไม่ชัดเจนนัก หากด้วยความรู้สึกและสัญชาตญาณแล้ว...
ชีวิตการเป็นครูของเขา กำลังเจอโจทย์หนักหนาอยู่ทีเดียว
เหมือนกำแพงบางอย่างคลายลง สิ่งที่กั้นระหว่างความเป็นคนนอกและผู้ร่วมงาน เพราะบัดนี้ คนทั้งสอง ต่างฝ่ายต่างได้เห็นแล้วว่า คนตรงหน้ามีความสามารถ แนวคิดและเป้าหมายที่เป็นไปในทางเดียวกัน
คือทำเพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของนักเรียน
"ผมสอบผ่านหรือยังครับนี่"
อนิวรรต หัวเราะเบาๆ
"ผมคงปฏิเสธได้ไม่เต็มปากสินะครับ"
"ไม่เป็นไรครับ เพราะผมก็ทำแบบเดียวกันกับคุณเหมือนกัน"
ก็อย่างที่คาดไว้ไม่ผิด เขาเข้าใจพื้นฐานคนเป็นครูที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อเด็กเช่นกัน การรับครูมาเพิ่ม ย่อมหมายถึงมีหนึ่งคนที่จะเ้ข้ามาส่งผลอีกส่วนต่ออนาคตเด็ก รวมทั้งเป็นเพื่อนร่วมงานของเขา ดังนั้นไม่ว่าฝ่ายผู้มาใหม่หรือผู้อยู่ก่อน ย่อมไ่ม่แปลกที่จะอยากรู้ถึงความสามารถของอีกฝ่ายว่าเป็นเช่นไร
"ถ้างั้นผลการทดสอบของเราทั้งคู่? ครูคมเดชคิดว่าอย่างไรล่ะครับ"
คนถูกถามคงจะนิ่งคิด แม้ยังคงไม่ละสายตาจากสิ่งที่มองอยู่ หากอนิวรรตก็พอรู้สึกได้ ถึงบรรยากาศแห่งการยอมรับและความพอใจ
"ผมคิดว่า"
น้ำเสียงทุ้ม ลึก เอ่ยอย่างชัดถ้อยคำ
"ผมอยากย้ำคำพูดที่เคยบอกไว้ในห้องพักครูอีกครั้ง"
...หวังว่าเราจะได้มาร่วมงานกันนะครับ...
เสียงนกหวีดที่ดังขึ้นจากริมสนามด้านเสาธง เรียกความสนใจจากหลายคนที่อยู่กับกิจกรรมของตน ให้มาทางต้นกำเนิดเสียง จากนั้นชายหนุ่มจึงออกคำสั่งให้นักเรียนมารวมกัน พร้อมส่งสัญญาณมือให้เข้าแถว
เมื่อเห็นเช่นนั้น เด็กบางคนที่อยู่ใกล้ก็วิ่งเข้ามา บางคนเดินมาอย่างไม่ใส่ใจอะไรนัก คุยกับเพื่อนบ้าง ยังเล่นกันอยู่บ้าง ส่วนที่อยู่ไกลก็ต้องใช้เวลานานในการอ้อยอิ่ง เก็บของ กว่าจะเดินเข้ามารวมกันจนครบคน
ตามคาด...ถ้าเรียบร้อยถูกระเบียบกันตั้งแต่รอบแรกสิแปลก
หากนี่แหละ บทเรียนที่แท้จริง
คมเดชยืนตรงเข้มขรึม มือไขว้กันอยู่ด้านหลัง เมื่อรอให้นักเรียนทุกคนเข้ามารวมพร้อมกัน พอได้จังหวะที่ควรจะเริ่มสั่งอะไรได้แล้ว เขาก็ใช้เพียงสายตามองกวาด จากที่เคยส่งเสียงจอแจ ก็กลายเป็นนักเรียนยึดระเบียบไร้เสียงกันโดนทันควัน
เขาปรับท่าการยืนให้มั่นคงขึ้น สูดหายใจเข้าลึก แล้วเปิดฉากบทเรียนซึ่งเป็นเป้าหมายแท้จริงของวันนี้
"ถ้าวันนี้มีคะแนนอยู่เต็มสิบ...ไม่มีใครได้ถึงห้า"
ไม่ทันขาดคำ เสียงโอคครวญและเสียงประท้วงก็ดังระงม แค่ประโยคประโยคเดียว สามารถเปลี่ยนสีหน้าเริงร่าให้กลายเป็นตกใจขัดเคืองได้ทันที
"นั่นเป็นเพราะว่า" เขาเร่งเสียงให้ดังขึ้นเพื่อให้คนสนใจฟัง "ตอนอยู่ในห้อง ผมบอกให้พวกเธอลงมาเล่นกีฬาอะไรก็ได้ แต่พอลงมาแล้ว บางคนเล่นจริง บางคนแค่นั่งคุยกัน บางคนหลบไปอยู่คนเดียว หรือบางคนก็คุยโทรศัพท์"
เมื่อพูดตำหนิอย่างระบุเจาะจง เขาพยายามรักษาระดับสายตาให้มองไปให้ทั่วถึง ไม่ตกอยู่กับนักเรียนคนใดคนหนึ่ง เพราะเป้าหมายเขามีเพียงแค่แจ้งให้รู้ว่าทำผิดจริง ไม่ใช่ประจานหรือตอกย้ำให้อับอาย
"มีใครให้เหตุผลได้บ้างว่าทำไมคุณถึงไม่ทำตามที่ผมบอก"
ทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบ
"ไม่มีใครตอบได้เลยงั้นหรืือ" เขาเอ่ยขึ้นเป็นเชิงกระตุ้นอีกครั้ง เพื่อดูว่ามีใครจะโต้แย้งหรือไม่ เพราะสิ่งที่เขาจะกล่าวต่อไปนั้นขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของเด็กด้วย
"ก็ถ้าคนเขาไม่อยากเล่นล่ะครับ"
เด็กหนุ่มร่างใหญ่ นัยน์ตาสีฮาเซล ถามสวนขึ้นมาด้วยอารมณ์โกรธ จนเพื่อนที่อยู่รายรอบหลายคนพยายายามส่งเสียงปรามให้ใจเย็นลง ด้วยคงกลัวว่าการที่แย้งออกมานั้นจะเป็นการก้าวร้าวกับเขาเกินไป
ใช้ได้...เขาต้องการให้เด็กรู้จักแย้งและเถียงเพื่อหาคำตอบ มากกว่าจะให้ทางเขาเป็นคนป้อนอยู่ฝ่ายเดียวเสมอไป
"ก่อนผมจะตอบ ก่อนหน้านี้จำได้ไหม ว่ากติกาของเรา ถ้าพวกเธอต้องการจะถามคำถามต้องทำอย่างไร" คำพูดของเขาทำให้เด็กหนุ่มนิ่วหน้าด้วยความโกรธ กำหมัดแน่น ก่อนจะค่อยเค้นคำพูดออกมา
"ผมกรินท์ เรเยส มีคำถาม...ครับ"
"ขอบคุณที่ทำตามข้อตกลงครับ" เขาตอบเรียบๆ "ส่วนคำถามของเธอนั้น ผมขอตอบด้วยคำถามกลับแล้วกันว่า"
นัยน์ตา คมกวาดมองนักเรียนทั่วทั้งชั้นอีกครั้ง ก่อนเอ่ย
"ถ้าผมบอกว่า คาบนี้จะสอบ แล้วพวกเธอไม่อยากสอบ เธอจะไม่สอบด้วยไหม"
ทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
"ผมขอบอกให้พวกเธอรู้ว่า คนหมู่มากอย่างเรา จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบียบได้ เราต้องมีข้อตกลง ซึ่งผมก็ได้บอกไว้ชัดแจ้งในตอนต้นชั่วโมงแล้วว่าเป็นอย่างไร " เขาเว้นวรรคครู่หนึ่งให้นักเรียนได้นิ่งคิด
"ผมรู้ว่าพวกเธออาจเคยชินกับการตามใจตัวเองหลายอย่าง อยากทำก็อยาก ไม่อยากก็ไม่ทำ"
เขาเร่งเสียงให้ดังขึ้น
"แต่นี่คุณไม่ได้อยู่บ้าน เมื่อมาโรงเรียนก็ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของโรงเรียน ของแต่ละิวิชา และสิ่งที่ผมบอกออกไปแค่การเล่นกีฬา ไม่มีอะไรอยู่นอกเหนือความสามารถที่คุณจะทำได้ ไม่มีใครคัดค้าน แต่พอถึงเวลาจริงก็เลือกจะไม่ทำ ผมจึงอยากตั้งคำถามอีกครั้งว่า"
"ถ้าคุณจะเรียนวิชานี้ โดยไม่สนหรือใส่ใจคำพูดของครูพละเช่นผม เราจะเรียนกันไปทำไม"
"ผมบอกง่ายๆ ถ้าเรียนในวิชาผม สิ่งที่ผมคาดหวังจากพวกเธอคือ ระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา และผมก็ขอให้พวกเธอลองพิจารณาตัวเองว่า เพียงแค่เวลาสิบกว่านาทีในวันนี้ เธอปฏิบัติตามมันได้จริงไหม พวกเธอใช้เวลาเท่าไหร่ในการลงมาจากชั้นเรียน ใช้เวลาเท่าไหร่ในการรวมกันเข้าแถว และระเบียบวินัยง่ายๆอย่างเข้าแถวให้อยู่นิ่งโดยไม่คุยกันนี่ทำได้ไหม"
ประโยคสุดท้ายปิดจบด้วยเสียงดัง เมื่อเขาสังเกตเห็นเด็กผู้หญิงสองคนซุบซิบใส่กัน
"ผมถามว่า พวกเธอจะทำตัวให้มีระเบียบวินัย ให้ตรงต่อเวลามากกว่านี้ได้ไหม"
กล่าวด้วยน้ำเสียงอันดัง เป็นคำพูดที่หวังให้มีเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียง วิธีเช่นนี้คือการกระุตุ้นให้นักเรียนได้แสดงออก และส่งเสียงเพื่อคลายความอึดอัดออกมา
"ได้ครับ/ค่ะ" เสียงตอบค่อยๆดังขึ้นมาจากทีละคนสองคน
"ได้ไหม! พูดเสียงดังได้แค่นี้เหรอ!!!"
"ได้ครับ/ค่ะ!"
ครั้งนี้เป็นคำตอบเสียงดัง...จะด้วยแรงโกรธ แรงกลัว หรือรำคาญอะไรก็แล้วแต่เถอะ แต่นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างหนึ่ง ว่าถ้าจะพูดให้เสียงดังพร้อมเพรียงจริง ก็ทำได้ ในขณะนี้ จากที่เคยเข้าแถวระเกะระกะ กลายเป็นยืดตัวตรง มองตรง
วันแรก เอาให้ได้เท่านี้ก็ดีแล้วล่ะนะ...
แม้จะพอใจกับผลที่ออกมา หากก็ไม่มีร่องรอยปรากฏในสีหน้า เขาค่อนช้างชอบใจเด็กที่นี่ทีเดียว กล้าพูด กล้าแสดงออก และเรียนรู้ได้เร็ว ลึกๆจึงหวังอยู่ไม่น้อย ว่าคาบนี้ของเขา จะไม่เป็นเพียงคาบแรกและคาบสุดท้าย
หากไม่ว่าจะมีเวลาสักเท่าไหร่ ครูก็ยังเป็นครู เขาทำได้เต็มที่ก็เพียงแค่สอนในแต่ละคาบอย่างเต็มความสามารถเท่านั้น
"นี่ก็จวนใกล้หมดเวลาแล้ว" หลังจากให้นิ่งอยู่ในระเบียบอยู่นาน ชายหนุ่มก็พูดขึ้นอีกครั้ง
"ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าเราจะยังได้มีคาบต่อไปกันอีกหรือเปล่า"
"แต่ถึงอย่างไร ก็ยังมีสิ่งที่ผมอยากฝากให้ทุกคนไว้ คือ ให้ย้อนนึก วันนี้คุณทำผิดพลาดอะไรไปบ้าง ลองนึกดูว่า คุณมีโอกาสจะเสียคะแนนไปแล้วเท่าไหร่ และถ้านี่ไม่ใช่แค่เรื่องที่อยู่แค่ในโรงเรียน ทุกความผิดพลาดที่พวกเธอทำมันคือการเสียโอกาส"
"ผมขอบอกไว้เลยว่า ในชีวิตจริง ไม่มีคำว่า ถ้า "
"อาจดูเหมือนการขู่ แต่ผมกล้ายืนยันได้เลยว่า หากพวกเธอยังไม่เก็บจุดนี้มาคิดกันอย่างจริงจัง ในอนาคตพวกคุณจะลำบาก ในชีวิตจริง พวกเธอต้องเจอสิ่งที่สร้างความลำบาก และเมื่อถึงวันนั้น เธอจะใช้เหตุผลที่อ้างกับผมว่า ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ไม่ได้ "
"ขอให้การเรียนวันนี้เป็นอีกบทเรียนหนึ่ง...ซึ่งผมเข้าใจว่าอาจไม่ใช่การเรียนที่น่าสนุกนัก แต่อย่างที่ผมได้บอกไปว่า ชีวิตคนเรา ต้องเจอกับอะไรที่เราไม่อยากเจอเสมอ"
"คุณได้ฝึกความอดทนกับมันในคาบนี้แล้วล่ะ"
"ครูใหม่คนนั้น ดูเคร่งอยู่นะคะ" ครูสาวหน้าหวาน ผมยาวสลวย เอ่ยขึ้นกับชายหนุ่มข้างตัวซึ่งยืนมองอยู่ข้างสนาม
"ครับ ทำให้ผมนึกถึงครูพละสมัยก่อน" อนิวรรตตอบยิ้มๆ
"น่าเสียดายนะคะ ตอนครูมาวันก่อน ฉันก็ไม่อยู่เลยไม่ได้เจอ"
"ก็ไม่แน่หรอกครับ พวกเราอาจจะได้เจอกันไปอีกนานตั้งแต่เทอมหน้าไปก็ได้"
"ท่าทาง ครูเคนออกจะชอบครูใหม่คนนี้ไม่น้อยนะคะ"
นัชชาตั้งข้อสังเกต เธอพอรู้นิสัยชายหนุ่มแล้วว่า่ช่างเป็นห่วง นึกถึงคนอื่นอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีผู้มาใหม่ เขาจึงมักเป็นคนออกหน้าทั้งต้อนรับและคอยศึกษา เพื่อความสบายใจของผู้ที่จะต้องปรับตัวใหม่ เพื่อนักเรียน รวมทั้งเพื่อนร่วมงานอย่างพวกเธอ
และดูแล้ว ครูคนใหม่ คงจะเป็นที่น่าพอใจอยู่ไม่น้อย
ดูอนิวรรตจะเดาความคิดของเธอออกอยู่ไม่น้อย จึงหันมายิ้มจางๆใ้ห้อย่างเคย แล้วเปรยว่า
"ก่อนหน้านี้ ผมได้คุยกับครูเขาสองสามครั้ง แล้วเขาก็ฝากคำพูดกับพวกเราไว้"
คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้น "พูดว่า"
"ท่าทางพวกเราจะถนัดไม้นวม"
พอนึกถึงเหตุการณ์ในสนาม เธอก็เข้าใจได้ทันที หญิงสาวจึงหัวเราะคิก
"แหม ก็จริงนะคะ พวกเราตอนนี้ ไม่ค่อยมีใครโหดใส่นักเรียนได้ขึ้นกันเลย"
เสียงกรีดแหลมจากนกหวีดในสนามดังขึ้น
นั่นคือสัญญาณแยกย้าย สองหนุ่มสาวหันมองภาพเหล่านั้น นักเรียนหลายคนที่เดินกลับมา หลายคนบ่นพึม หลายคนทำหน้าโล่งใจที่ได้เลิกโดนกักให้อยู่อย่างอึดอัด และหากมองไปไกล ท่ามกลางเด็กๆเหล่านั้น จะเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังของนักเรียนซึ่งเดินหันหลังจากไป
นัชชาหันไปสบตากับอนิวรรต ซึ่งบัดนี้มีรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นเช่นกัน แล้วเปรยคำพูดต่อประโยค ที่เธอคาดเอาไว้ในใจ
"แล้วครูคนนั้น...คงจะขอถือไม้แข็งให้เองสินะคะ"
มีคนแนะนำว่าผมควรสรุปเนื้อหาของฟิคหลังจากเขียนจบทุกครั้งด้วย ดังนั้นขอให้อ่านตามด้านล่างนี้นะครับ
- คมเดชเป็นครูที่มีประสบการณ์สูง (หรือนี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะให้เป็น) เป็นพวกนิยมไม้แข็ง มากกว่าไม้นวม ทั้งนี้ก่อนตัดสินใจ เขามักดูเพื่อนร่วมงานด้วยว่าจะพึ่งพากันได้มากแค่ไหน
- ในฟิคนี้ ครูคมเดช มีเป้าหมายเพื่อสังเกตนักเรียนเป็นการเบื้องต้น รวมทั้งเก็บข้อมูลจากครูเคนด้วย (ซึ่งครูเคนก็ทำแบบเดียวกัน) ด้วยคาแรกเตอรแล้ว ผมคิดว่าครูสองคนนี้คงต้องมีความเกี่ยวเนื่องกันอีกเยอะทีเดียว ในฐานะความเป็นคนช่างสังเกต และมีผลสำคัญกับการเฝ้าดูพฤติกรรมของนักเรียน
- คมเดชมีจิตวิญญาณความเป็นครูสูงมาก รักและทุ่มเทให้กับงานเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา(ในความคิดของเจ้าตัว) ตอนนี้มีแค่แม่ และนักเรียนเท่านั้น ทำงานถวายหัว ให้เกินร้อย
- วิธีการที่คมเดชใช้ในฟิคนี้ อย่างการออกคำสั่งห้วนๆตอนแรก ก็เพื่อดูว่านักเรียนในห้องจะมีปฏิกริยาตอบรับแค่ไหน (บางทีเด็กก็กระตือรือร้น บางทีก็เป็นพวกต้องรอให้คนอื่นเริ่มก่อน ไม่มีใครอยากร่วมสักที) และก็ลองเชิงครับ เพราะเขารู้ว่าเด็กจะไม่ทำตามที่บอกทั้งหมดแน่ๆ เลยใช้เป็นโอกาสอบรมในแง่มุมที่ถ้าอยู่ดีๆจะพูดก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ต้องขุดล่อให้ทำผิดจริงแบบเถียงไม่ขึ้นก่อนจะได้จำหน่อยครับ
- ถ้าตีความแรกเตอร์คนไหนผิดไป รบกวนช่วยเืตือนด้วยนะครับ
- ผมไม่ได้จะจุดประกายคู่ไหนนะครับ ต้องการเน้นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการสอนเสียมากกว่า (รู้สึกต้องชี้แจงเพราะมีหลังไมค์คอมเมนต์มา)
ขอบคุณครับ
Skipbeat
)
(ลุง ลุง ลุงขา~)
ครูคมเดชดุมาก~ ชอบ ๆ
ป.ล. เหมือนโดนว้ากเลย นี่แหละ นิสัยทหารเลย อิน ๆ ชอบ ๆ
#1 By Lagnadan on 2009-01-26 01:15